สภาพทางเศรษฐกิจ

 

ระบบเศรษฐกิจ
        1) การเกษตร
ปีการเพาะปลูกข้าว (รวม)  2558/59  เกษตรกรต้องปลูกข้าวล่าออกไปจากปกติ  เดิมเริ่มปลูกช่วงเดือน  พฤษภาคม  แต่ต้องเลื่อนระยะเวลาปลูกออกไปเป็นเดือน  กรกฎาคม – สิงหาคม  เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าค่าปกติ  และเนื้อที่เก็บเกี่ยวก็ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มจำนวน  เนื่องจากการการที่ต้นข้าวขาดน้ำเป็นเวลานานทำให้บางพื้นที่ต้นข้าวแห้งตายไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้
การตลาด ราคาข้าวเปลือกยังคงลดต่ำลงเรื่อย ๆ จากปี  2555 , 56 และ 57 ราคาเฉลี่ยต่อตันอยู่ที่  15,379.00 , 14,672.00 และ 12,781.00  บาท  ซึ่งในปี  2558  ราคาเฉลี่ยต่อตันอยู่ที่  11,981.00  บาท  และมีแนวโน้มว่าจะราคาจะลดต่ำลงไปอีกในปี  2559  
สำหรับผลผลิตต่อไร่ก็ลดลง  เนื่องจากปริมาณน้ำฝนน้อยในระยะต้นกล้าและระยะแตกกอ  ส่งผลต่อการงอกของต้นกล้า  และปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต
มาตรการช่วยเหลือ  รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว  ปีการผลิต  2558/59  ได้แก่
       1.) โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว  ปีการผลิต  2558/59  วงเงิน  975.57  ล้านบาท
       2.) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร  ปีการผลิต  2558/59  ลงเงินงบประมาณ  236.67  ล้านบาท (ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามโครงการจาก  MLR เป็น MLR - 1  รัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ  2  โดยปัจจุบัน  MLR  เท่ากับร้อยละ  5)
       3.) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี  ปีการผลิต  2558/59  วงเงิน  648.33  ล้านบาท (ปรับลดระยะเวลาให้สอดคล้องกับระยะเวลาดำเนินโครงการ  ไม่เกิน  10  เดือน)

 

ตารางจำแนกข้าวนาปี (รวม) ตามเนื้อที่เพาะปลูกเนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต มูลค่า และผลผลิตต่อไร่  
ปีการเพาะปลูก 2558/59 ณ ความชื้น 15 %

พื้นที่ เนื้อที่เพาะปลูก (ไร่) เนื้อที่เก็บเกี่ยว (ไร่) ผลผลิต (ตัน) มูลค่า (บาท) ผลผลิตต่อไร่  ต่อเนื้อที่
เพาะปลูก (ก.ก.) เก็บเกี่ยว (ก.ก.)
หมู่ที่  1 - - - - -

-
หมู่ที่  2 98 89 35.60 462,523.00 363 400
หมู่ที่  3 23 21 8.40 100,640.00 365 400
หมู่ที่  4 381 343 137.20 1,643,793.20 360 400
หมู่ที่  5 42 38 15.20 182,111.20 362 400
หมู่ที่  6 51 46 18.40 220,450.40 361 400
หมู่ที่  7 171 154 61.60 738,029.60 360 400
หมู่ที่  8 239 215 86.00 1,030,366 360 400
หมู่ที่  9 262 236 94.40 1,131,006.40 360 400
รวม 1,365 1,142 457.70 5,483,703.70 335 401

 

       2) การประมง
ประชาชนตำบลหนองกระทุ่มส่วนใหญ่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคภายในครัวเรือน  ไม่ได้เพาะเลี้ยงเป็นอาชีพหลัก


        3) การปศุสัตว์
โคนม
หลังจากภาครัฐให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำนมดิบมากขึ้น  เห็นได้จากการกำหนดมาตรฐานน้ำนมดิบที่จะส่งให้โครงการอาหารเสริมนมโรงเรียน  เกษตรกรผู้เลี้ยง , สหกรณ์  และศูนย์รับน้ำนมดิบจึงต้องพัฒนามาตรฐานการผลิตทั้งหมด  เพราะนอกจากช่วยให้ได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพแล้ว  ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ  และลดต้นทุนการผลิตให้กับฟาร์ม  ส่งผลให้ปริมาณโคนมและผลผลิตนมในปี  2558  เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับราคาน้ำนมดิบหน้าโรงงานแปรรูปที่ยืนแข็งที่ราคากิโลกรัมละ  19  บาท  และในปี  2559  คาดว่าราคาน้ำนมดิบโรงงานมีโอกาสเพิ่มขึ้น  ตามคุณภาพน้ำนมดิบดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการผลิต  ภาวะภัยแล้งมีผลกระทบทำให้ผลผลิตพืชอาหารสัตว์ได้รับความเสียหายและอาจเกิดการขาดแคลน  ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น  อีกทั้งคุณภาพอาหารหยาบที่ได้ยังไม่เหมาะสม สำหรับการเลี้ยงโคนม  เกษตรกรอาจต้องมีการปรับสูตรอาหาร  เพื่อรักษาระดับผลผลิต  ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำนมโคของเกษตรกรเพิ่มขึ้น  สำหรับราคารับซื้อน้ำนมดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นตามคุณภาพน้ำนมดิบ     จูงใจให้เกษตรกรมีการปรับปรุงการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อเพิ่มคุณภาพของน้ำนมให้ดีขึ้น

ตารางจำแนกรายการจำนวนโคนม  ผลผลิตน้ำนมดิบ  และมูลค่าของตำบลหนองกระทุ่ม  ปี  2563

รายการ  ปี  2563
โคนมทั้งหมด (ตัว) 70
แม่โครีดนม (ตัว) 24
อัตราการให้นมของแม่โค (ก.ก./ตัว/วัน) 12.80
ผลผลิตน้ำนมดิบ (ตัน) 99.84
ราคาขายของเกษตรกร (บาท/ก.ก.) 17.73
มูลค่าน้ำนมหน้าฟาร์ม (บาท) 1,770,163.20
ราคาขายหน้าโรงงาน (บาท/ก.ก.) * 19.00
มูลค่าน้ำนมหน้าโรงงาน (บาท) 1,896,960

แหล่งที่มา : * สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร



โคเนื้อ
สำหรับปี  2563  เกษตรกรขายโคเนื้อมีชีวิตได้ราคาเฉลี่ย  36,677.00  บาท/ตัว (ราคาโคเนื้อขนาดกลาง  น้ำหนัก  350 – 450  กิโลกรัม  รายเดือนที่เกษตรกรขายได้ที่ฟาร์ม)  สูงขึ้นจากปี  2557  ซึ่งมีราคาเฉลี่ย  29,908.00  บาท  หรือร้อยละ  22.63  เนื่องจากผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภค  โดยตลาดยังคงนิยมบริโภคเนื้อโคแบบชาบูหรือปิ้งย่าง  ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น  โดยในปี  2559  เกษตรกรบางส่วนเห็นว่าโคเนื้อมีราคาสูง  เป็นที่ต้องการของตลาด  จึงเริ่มหันมาเก็บรักษาแม่พันธุ์โคไว้  และหาซื้อแม่โคเข้ามาเลี้ยงและขยายพันธุ์ต่อ  อีกทั้งกรมปศุสัตว์ได้ออกมาตรการควบคุมการส่งออกโคเนื้อเพศเมียที่เข้มงวดมากขึ้น  และขอความร่วมมือในการห้ามฆ่าโคเพศเมีย  เพื่อป้องกันการขาดแคลนโคเนื้อ  ส่งผลให้ปริมาณการผลิตโคเนื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  

การผลิตโคเนื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากราคาที่สูงขึ้น  จูงใจเกษตรกรให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโคเนื้อเพิ่มมากขึ้น  อีกทั้งรัฐบาลยังมีโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ (1  ตุลาคม  2558 – 30  กันยายน  2565) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร  โดยเป็นโครงการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ  เป็นศูนย์กลางของการดำเนินงาน  ใช้งบประมาณจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร  จัดหาปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร (โคเนื้อเพศเมียพันธุ์ดีรายละ  5  ตัว  โรงเรือน  และการจัดการอาหารสัตว์)  ผ่านการกู้ยืมเงินของสหกรณ์  หรือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่เกษตรกรเป็นสมาชิก  เป็นวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่ปลอดการชำระหนี้เงินต้นและปลอดดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลา  3  ปีแรก  ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการเงินและการจ่ายค่าดอกเบี้ยของเกษตรกรในช่วงเวลาที่โคเนื้อยังไม่ให้ผลผลิต  เกษตรกรจะมีรายได้อย่างสม่ำเสมอจากการใช้มูลโคผลิตปุ๋ยอินทรีย์  และพลังงานทดแทนนอกเหนือจากผลผลิตโคเนื้อ  สร้างความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรและความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกร  ส่งเสริมการผลิตโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อยที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่

ตารางจำแนกรายการจำนวนโคเนื้อ  และมูลค่าผลผลิตของตำบลหนองกระทุ่ม  ปี  2563

รายการ  ปี  2558
โคเนื้อทั้งหมด (ตัว) 29
มูลค่าโคเนื้อหน้าฟาร์ม (บาท/ตัว) 36,677.00
ราคาที่เกษตรกรขายได้ (บาท) 1,063,633.00

 
        4) การบริการ
การบริการทางการเกษตรปี  2563  ลดตัวลงเมื่อเทียบกับปี  2560  โดยการจ้างบริการเตรียมดิน  ไถพรวนดิน  และการให้บริการเกี่ยวนวดข้าวลดลง  เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีลดลงจากสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูก  ส่งผลให้เกษตรกรเลื่อนการเพาะปลูกข้าวนาปีออกไป  เพื่อลดความเสี่ยงจากผลผลิตที่อาจเสียหาย  รวมทั้งพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังลดลง  จากปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองมีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมา  ประกอบกับผลตอบแทนจากการปลูกข้าวลดลง  
ปี 2559 การบริการทางการเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้น  เนื่องจากในช่วงฤดูเพาะปลูกของปีนี้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น  และเพียงพอต่อการเพาะปลูก  เกษตรกรสามารถเพาะปลูกข้าวนาปีได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  ส่งผลให้มีการจ้างบริการเตรียมดินและไถพรวนดิน

การบริการทางอุตสาหกรรมและบริการต่าง ๆ มีเพิ่มขึ้น  จากการขยายตัวของเศรษฐกิจในเขตตำบลหนองกระทุ่ม  ซึ่งในอนาคตอาจส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานบริการทางการเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการเพิ่มขึ้น


        5) การท่องเที่ยว
พื้นที่ตำบลหนองกระทุ่มไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดหรือให้ความสนใจแก่การท่องเที่ยว  แต่เป็นเส้นทางหลักที่ใช้ในการเดินทางเข้า – ออกภาคอีสาน , ผ่านไปภาคกลางและภาคตะวันออก  โดยเฉพาะเทศกาลวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่  และเทศกาลสงกรานต์  จะผู้ผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก  โดยสัญจรผ่านทางถนนทางหลวงแผ่นดิน  หมายเลข  204 (ถนนเลี่ยงเมือง)  ซึ่งผ่านเขตการปกครองตำบลหนองกระทุ่ม  เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเขตตำบลหนองกระทุ่ม  ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มจากภาคการบริการของร้านอาหารต่าง ๆ ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น  จากประชาชนที่สัญจรไปมาในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก  


        6) การอุตสาหกรรม
ในพื้นที่ตำบลหนองกระทุ่มยังไม่มีสถานประกอบการที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม  ที่จำแนกตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535


        7) การพาณิชย์และกลุ่มอาชีพ
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระทุ่ม  ได้ดำเนินการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล  กระทรวงพาณิชย์  ในเรื่องมาตรการดูแลค่าครองชีพประชาชน  ให้ดูแลราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะราคาอาหาร  ของใช้ที่จำเป็น  พร้อมทั้งจัดตั้งตลาดกลางและตลาดชุมชน  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าที่จำเป็นให้ทั่วถึง  ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนโดยสนับสนุนส่งเสริมจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ  และสินค้าเกษตรปลอดภัยราคาถูกจำหน่ายในชุมชน  ณ  ลานอเนกปะสงค์องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระทุ่ม  จำหน่ายเป็นประจำทุกวันที่  5  ของเดือน ตั้งแต่เวลา 07.00  น.  เป็นต้นไป  ได้แก่  สินค้าปลอดสารพิษและผลิตภัณฑ์ของคนในชุมชน  แล้วขายให้คนในชุมชน  เป็นการเพิ่มรายได้ให้ชุมชนอีกทั้ง  ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา  โดย ผศ.สุชีรา  ธนาวุฒิ  ได้นำนักศึกษาชั้นปีที่  3  โปรแกรมวิชาการจัดการ  คณะวิทยาการจัดการ  ร่วมช่วยส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มภายชุมชน  โดยการแปรรูปผลผลิต  จัดทำฉลาก  และแพ็กเกจ  ภายหลังจากขายผักและผลไม้คุณภาพดีแล้ว  ผักและผลไม้ที่ตกเกรดก็สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ  เช่น  เผือกเคลือบ , กล้วยฉาบ , น้ำสมุนไพร  และสบู่มะขามนมสด  เป็นต้น  
สำหรับสินค้าที่ประสบความสำเร็จมากในด้านการตลาด  ได้แก่  เผือกเคลือบ  และลอดช่อง  ซึ่งช่วงแรกขายเฉพาะคนในชุมชน  แต่เมื่อขายดีขึ้น  เพราะคุณภาพดีและรสชาติที่อร่อย  ก็เริ่มมีลูกค้าโทรสั่งจองสินค้ามากขึ้นและติดต่อให้ไปขายในตลาดใหญ่


บัญชีสินค้าผลิตภัณฑ์ของชุมชน  ตำบลหนองกระทุ่ม

ลำดับ ประเภทสินค้า ชื่อผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต
1 อาหาร เผือกเคลือบแม่อารมณ์ หมู่ที่  1  บ้านหนองหญ้างาม
2 อาหาร ขนมไทยแม่ทองล้วน (วุ้นคัพ) หมู่ที่  1  บ้านหนองหญ้างาม
3 อาหาร วุ้นผลไม้นมสด หมู่ที่  2  บ้านหนองโพธิ์
4 อาหาร ดอกจอกคุณยาย หมู่ที่  2  บ้านหนองโพธิ์
5 อาหาร ขนมครองแครงกรอบ หมู่ที่  2  บ้านหนองโพธิ์
6 อาหาร หมี่กรอบทรงเครื่อง หมู่ที่  2  บ้านหนองโพธิ์
7 อาหาร กล้วยฉาบ หมู่ที่  3  บ้านพระ
8 เครื่องดื่ม น้ำสมุนไพร หมู่ที่  3  บ้านพระ
9 อาหาร แหนมหมูบ้านฝ้าย หมู่ที่  4  บ้านฝ้าย
10 อาหาร เค้กกล้วยหอม หมู่ที่  4  บ้านฝ้าย
11 อาหาร น้ำพริกตาแดง หมู่ที่  5  บ้านช่องลม
12 อาหาร กล้วยติดลม (กล้วยม้วนฯ) หมู่ที่  5  บ้านช่องลม
13 อาหาร ขนมไทยยายสำราญ หมู่ที่  6  บ้านคอกวัว
14 อาหาร น้ำพริกป้านาง หมู่ที่  6  บ้านคอกวัว
15 ของใช้ ดอกไม้จันทน์บ้านคอกวัว หมู่ที่  6  บ้านคอกวัว
16 อาหาร แม่สมลุยสวน (ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน) หมู่ที่  7  บ้านหนองกระทุ่ม
17 อาหาร ลอดช่องบ้านเอ๋ง หมู่ที่  7  บ้านหนองกระทุ่ม
18 ของใช้ สบู่มะขามนมสด หมู่ที่  8  บ้านส้มป่อย
19 อาหาร วุ้นทับทิมกรอบ หมู่ที่  8  บ้านส้มป่อย
20 เครื่องดื่ม น้ำตะไคร้มะนาว หมู่ที่  9  บ้านนาตม
21 เครื่องดิ่ม น้ำรางจืด หมู่ที่  9  บ้านนาตม


        8) ด้านแรงงาน      
ข้อมูลผลการสำรวจภาวการณ์ทำงาน  ประจำปี  2563  จำนวน  5,956  คน  พบว่าประชากรในเขตตำบลหนองกระทุ่มส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป  จำนวน  2,661  คน  คิดเป็นร้อยละ  44.68  รองลงมาคือค้าขาย  จำนวน  577  คน  คิดเป็นร้อยละ  9.69  น้อยที่สุดคือพนักงานรัฐวิสาหกิจ  จำนวน  14  คน  คิดเป็นร้อยละ  0.24  โดยมีจำนวนผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน  จำนวน  4,891  คน  มีผู้ว่างงาน  จำนวน  391  คน  คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 7.99  ส่วนผู้ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน  คือ  กำลังศึกษา  จำนวน  1,065  คน  คิดเป็นร้อยละ  21.77  ของผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานรวม  แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรและมีปัจจัยเชิงลบจากผลผลิตการเกษตรต่อไร่ต่ำ  ในอนาคตส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการเพิ่มขึ้น

ประเภทอาชีพ เพศ รวม (คน) ร้อยละ
ชาย (คน) ร้อยละ คน (หญิง) ร้อยละ
เกษตรกรรม – ทำนา 82 2.90 67 2.14 149 2.50
เกษตรกรรม – ทำไร่ 6 0.21 6 0.19 12 0.20
เกษตรกรรม – ทำสวน 43 1.52 49 1.57 92 1.54
เกษตรกรรม – ประมง - - - - - -
เกษตรกรรม – ปศุสัตว์ 3 0.11 2 0.06 5 0.08
รับราชการ  เจ้าหน้าที่ของรัฐ 192 6.78 165 5.28 357 5.99
พนักงานรัฐวิสาหกิจ 6 0.21 8 0.26 14 0.24
พนักงานบริษัท 87 3.07 92 2.94 179 3.01
รับจ้างทั่วไป 1,296 45.76 1,365 43.69 2,661 44.68
ค้าขาย 218 7.70 359 11.49 577 9.69
ธุรกิจส่วนตัว 161 5.69 187 5.99 348 5.84
อาชีพอื่น (นอกเหนือที่กล่าวมา) 35 1.24 71 2.27 106 1.87
กำลังศึกษา 518 18.29 547 17.51 1,065 17.88
ไม่มีอาชีพ 185 6.53 206 6.59 391 6.56
รวม 2,832 100.00 3,124 100.00 5,956 100.00

แหล่งที่มา : ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน  ระดับตำบล  ปี  2563

จำนวนครัวเรือน จำแนกตามอาชีพระดับตำบล ปี 2563

ประเภทอาชีพ จำนวนครัวเรือน
กำลังศึกษา 150
ไม่มีอาชีพ 474
เกษตร-ทำนา 21
เกษตร-ทำไร่ 2
เกษตร-ทำสวน 73
เกษตร-ประมง 0
เกษตร-ปศุสัตว์ 0
พนักงาน-รับราชการ 303
พนักงาน-รัฐวิสาหกิจ 45
พนักงานบริษัท 214
รับจ้างทั่วไป 1,380
ค้าขาย 662
ธุรกิจส่วนตัว 230
อาชีพอื่นๆ 77
รวมทั้งสิ้น 3,634